บทความสุขภาพโดย นพ. กัณฒิภัสส์

​วัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ชายในวัย 40 ปีขึ้นไป มักเป็นช่วงวัยที่ยังคงต้องรับภาระหนักทั้งในหน้าที่การงานและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หลายครั้งที่การยกของหนัก การเกร็งข้อมือซ้ำๆ หรือการใช้งานมือผิดท่า นำมาซึ่งอาการปวดจี๊ดบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ จนรบกวนการใช้ชีวิต อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความปวดเมื่อยธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ (De Quervain’s Tenosynovitis) ### 🔍 ภาวะเอ็นข้อมืออักเสบ (De Quervain’s Tenosynovitis) คืออะไร?

​ภาวะนี้เกิดจากการอักเสบและบวมของปลอกหุ้มเส้นเอ็นบริเวณฐานนิ้วหัวแม่มือ (เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่กางและเหยียดนิ้วหัวแม่มือ) เมื่อมีการใช้งานข้อมือและนิ้วหัวแม่มืออย่างหนัก เช่น การยกของที่มีน้ำหนักมาก การบิดผ้า การใช้เครื่องมือช่าง หรือแม้แต่การอุ้มเด็กเป็นเวลานาน จะทำให้เส้นเอ็นเสียดสีกับปลอกหุ้มที่บวมตึงจนเกิดอาการเจ็บปวด

จุดสังเกตอาการหลัก:

  • ปวดร้าว: มีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ และอาจร้าวลามไปถึงปลายแขน
  • เจ็บแปลบเมื่อใช้งาน: อาการปวดจะชัดเจนขึ้นเมื่อมีการกำมือ หยิบจับสิ่งของ หยิก หรือบิดข้อมือ
  • บวมขัด: อาจคลำพบก้อนบวมนูน หรือรู้สึกขัดๆ สะดุดเวลาขยับนิ้วหัวแม่มือ

​💉 ทางออกของการรักษา: การฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะที่ (Local Injection)

​สำหรับเคสผู้ป่วยชายวัย 40 ปี ที่มีประวัติการใช้งานข้อมือหนักจนเกิดการอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง และการพักการใช้งานหรือทานยาแก้ปวดเริ่มไม่ตอบสนอง การรักษาที่ตรงจุดและช่วยลดความทรมานได้อย่างรวดเร็วคือ การฉีดยาลดการอักเสบบริเวณข้อมือเฉพาะที่

ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้:

  1. ออกฤทธิ์ตรงจุด: ตัวยา (มักเป็นยาลดการอักเสบกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ร่วมกับยาชา) จะถูกฉีดเข้าไปที่บริเวณปลอกหุ้มเอ็นที่มีปัญหาโดยตรง ทำให้ยาสามารถเข้าไปลดกระบวนการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าอาการปวดและบวมลดลงอย่างเห็นได้ชัดภายในไม่กี่วันหลังการฉีดยา ช่วยให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเร็วขึ้น
  3. ลดผลข้างเคียง: เนื่องจากเป็นการฉีดยาเฉพาะจุด จึงหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากการรับประทานยาลดการอักเสบติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อกระเพาะอาหารหรือไต

​🛡️ การดูแลฟื้นฟูอย่างครบวงจร

​แม้การฉีดยาจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้อย่างดีเยี่ยม แต่เพื่อให้ผลการรักษาอยู่ได้อย่างยั่งยืนและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการฟื้นฟูร่างกายยังคงเป็นหัวใจสำคัญ:

  • พักการใช้งาน (Rest): หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือการทำท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวด
  • ใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ (Splinting): การใส่เฝือกอ่อนหรือที่รัดข้อมือเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของนิ้วหัวแม่มือและข้อมือ จะช่วยให้เส้นเอ็นได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
  • การทำกายภาพบำบัด: เมื่ออาการปวดลดลง การทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดเหยียดและบริหารกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อมือให้แข็งแรง จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บซ้ำในอนาคต

​อาการปวดข้อมือจากการทำงานหนักไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน หากมีอาการปวดเรื้อรังจนรบกวนการใช้ชีวิต การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับการรักษาที่เหมาะสม จะช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กลับมาอีกครั้งครับ